วันศุกร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2555

เงินเดือนป.ตรี 15,000 พ่นพิษ ท้องถิ่นระส่ำ-บี้รบ.จ่ายเอง


คอลัมน์ เจาะประเด็นร้อนอปท.: เงินเดือนป.ตรี 15,000 พ่นพิษ ท้องถิ่นระส่ำ-บี้รบ.จ่ายเอง  
สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ฉบับวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2555           อัมพร สิทธิผา
         
          น่า สนใจประเด็นปัญหาของคนท้องถิ่นในปัจจุบัน ที่สมาคมสินนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย (ส.ท.ท.) ได้แนบในเอกสารกาประชุมคณะกรรมาธิการบริหารสมาคมฯครั้งที่ 3/2555 เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 55 ที่ผ่านมา อันเป็นประเด็นที่ ส.ท.ท.จะได้ร่วมกับภาคีท้องถิ่นอื่น เช่น สมาคม อบต.แห่งประเทศไทย สมาคมอบจ.แห่งประเทศไทย รวมไปถึงสมาคม สมาพันธ์ และชมรมของข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการต่อสู้และเรียกร้องให้ รัฐบาลแก้ไขปัญหาต่อไป
          สำหรับประเด็นปัญหาดังกล่าว ประกอบด้วย 1.ผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาลกรณีจะมีการปรับเพิ่มอัตราค่าตอบแทนให้แก่ข้า ราชการที่มีวุฒิปริญญาตรี จำนวน 15,000 บาท และต่ำกว่าปริญญาตรี จำนวน 9,000 บาท อันส่อว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องเลิกจ้างพนักงานจ้าง เนื่องจาก พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลปี 42 กำหนดไม่ให้มีค่าใช้จ่ายด้านบุคคลเกินร้อยละ 40 เพราะหากจ่ายเงินตามอัตราข้างต้นก็อาจจะเกินร้อยละ 40 ตามที่กฎหมายกำหนด
          2.การ เดินทางไปราชการเพื่อศึกษาดูงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่กระทรวงมหาดไทยมีหนังสือด่วนที่สุด ที่ มท. 0809.3/2912 ลงวันที่ 27 ก.ย. 53 เรื่องการเดินทางไปศึกษาดูงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เขียนล็อกไว้ ไม่ให้ไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ เว้นแต่มีข้อตกลง พันธกิจกับหน่วยงานในต่างประเทศ  หรือกรณีที่จำเป็นและมีความสำคัญเกี่ยว ข้องกับภารกิจงานที่รับผิดชอบโดยตรง
          3.มีปัญหาเรื่องการเบิก จ่ายเงินเดือน เงินค่าตอบแทนของนายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตรี สมาชิกสภาเทศบาล ประธานสภา รองประธานสภา เลขานุกการ และที่ปรึกษา เนื่องจากมีการปรับปรุงระเบียบกระทววงมหาดไทยว่าด้วยเงินเดือน มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 54 เป็นต้นมา โดยระเบียบดังกล่าวกำหนดว่าการเบิกจ่ายเงินเทศบาลจะต้องมีงบพัฒนาในปีถัดๆ ไปไม่น้อยกว่าปีงบประมาณที่ผ่านมา หากมีน้อยกว่าจะเบิกจ่ายเท่าใด  เนื่องจากอัตราเดิมได้ถูกยกเลิกไปแล้ว และคำว่างบพัฒนา หมายถึงอะไร
          4.สิทธิการเบิกจ่ายค่ารักษา พยาบาลของสำนักงานประกันสังคม สำหรับพนักงานจ้างกรณีประสบอุบัติเหตุขณะปฏิบัติหน้าที่และในเวลาราชการไม่ สามารถเบิกจ่ายเงินจากประกันสังคมได้ โดยจะเบิกจ่ายได้นอกเวลาราชการเท่านั้น ทำให้เวลางานนายจ้างจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งตามระเบียบการรักษาพยาบาลไม่สามารถเบิกจ่ายได้ โดย ส.ท.ท.เสนอให้พิจารณาแก้ไขกฎหมายให้สามารถเบิกจ่ายเงินจากประกันสังคมได้หาก ประสบอุบัติเหตุในเวลางาน
          5.กรณีเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัว ที่จัดสรรให้กับโรงเรียนในสังกัดเทศบาล หากใช้เงินดังกล่าวไม่หมด ให้ส่งคือนกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เสนอควรให้ตกเป็นเงินของเทศบาลเช่นเดิม
          และ 6.การแก้ไขหลักเกณฑ์ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลา ราชการของ อปท. เนื่องจากปัจจุบันเทศบาลถูกทักท้วงจาก สตง.และเรียกเงินคืน ในการเบิกจ่ายค่าอาหารทำการนอกเวลาของพนักงาน/พนักงานจ้าง ที่ไปปฏิบัติหน้าที่นอกสำนักงานเทศบาล ตามโครงการต่างๆ ของเทศบาล เช่น งานประเพณีต่างๆ ที่ต้องจัดนอกสำนักงาน
          เนื่องจากคำจำกัดความ "เงินค่าตอบแทน" หมายความว่าเงินที่จ่ายให้พนักงานที่ปฏิบัติงานนอกเวลาราชการในที่ตั้งสำนัก งาน หรือโดยลักษณะงานส่วนใหญ่ต้องปฏิบัติงานนอกที่ตั้งสำนักงาน และได้ปฏิบัติงานนั้นนอกเวลาราชการ นอกที่ตั้งสำนักงาน หรือโดยลักษณะงานปกติต้องปฏิบัติงานในลักษณะเป็นผลัดหรือกะ และได้ปฏิบัติงานนั้นนอกผลัดหรือกะของตน จึงขอให้แก้ไขคำจำกัดความ
          ใน จำนวน 6 ข้อข้างต้น ถือว่า ข้อ 1 ชาวท้องถิ่น โดยเฉพาะเทศบาลหนักใจมากที่สุด เนื่องจากต้องแบกภาระด้านค่าใช้จ่าย โดย ปัญหาดังกล่าวติดอยู่ที่ มาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นปี 42 ที่ระบุว่า "ในการจ่ายเงินเดือน ประโยชน์ตอบแทนอื่น และเงินค่าจ้างของข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นและลูกจ้าง ที่นำมาจากเงินรายได้ที่ไม่รวมเงินอุดหนุน และเงินกู้ หรือเงินอื่นใดนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ละแห่งจะกำหนดสูงกว่าร้อยละสี่สิบของเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นไม่ได้"
          นอกจากนี้ยังมีมติ ก.ท.ครั้งที่ 12/2545 ลงวันที่ 23 ธ.ค. 45 ย้ำอีกว่า เงินอุดหนุนที่ไม่สามารถนำมาจ่ายเป็นเงินเดือน และ ประโยชน์ตอบแทนอื่นนั้น ไม่รวมถึงเงินอุดหนุนที่รัฐจัดสรรให้เพื่อจ่ายเป็นเงินเดือนและสวัสดิการ สำหรับพนักงานครูเทศบาล และการถ่ายโอน ตาม พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542
          ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับท้องถิ่นทั่วประเทศคือ หากท้องถิ่นมีค่าใช้จ่ายในเรื่องการบริหารงานบุคคลเกินร้อยละ 40 ท้องถิ่นอาจจะต้องแก้ปัญหาด้วยการปรับอัตรากำลังข้าราชการ/พนักงานจ้าง/ค่า ใช้จ่ายอื่นๆ ลง ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อข้าราชการพนักงานจ้างที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ อาจทำให้พนักงานจ้างต้องถูกออก/การลดอัตรากำลังในบางท้องถิ่น โดยอาจจะส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานได้
          ที่สำคัญการจัดสรรเงิน อุดหนุนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละปีไม่แน่นอน มีการปรับลดหรือเปลี่ยนแปลง ทั้งยอดเงินงบประมาณและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ซึ่งแต่ละปีจัดสรรไม่เหมือนกันบางครั้งจัดสรรเป็นเงินอุดหนุนทั่วไป บางครั้งเป็นเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ เช่น เบี้ยยังชีพ โครงการเรียนฟรี 15 ปี เป็นต้น แต่ค่าใช้จ่ายในการบริหารของ อปท.ชัดเจน ซึ่งงบประมาณเงินอุดหนุนนี้มีผลต่อการคำนวณเป็นรายจ่ายด้านบุคคล หากไม่แน่นอน ย่อมส่งผลให้เทศบาลประสบกับปัญหาค่าใช้จ่ายด้านบุคคล
          ส.ท.ท. เสนอให้รัฐบาล ปู ยิ่งลักษณ์ แก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยการ 1. รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลเพิ่มเติม อาจเป็นในรูปของงบกลาง หรืองบอุดหนุนเพื่อจ่ายเป็นเงินเดือน/ค่าตอบแทนให้แก่บุคลากรของ อปท.ตามนโยบายของรัฐบาลที่เพิ่มเงินเดือน/ค่าตอบแทนของข้าราชการ/พนักงานต่ำ กว่าปริญญาตรี/ปริญญาตรี หรือ
          2.แก้ไขกฎหมายโดยยกเลิกวงเงิน ตามมาตรา 35 ในการจ่ายเงินเดือน ประโยชน์ตอบแทนอื่น และเงินค่าจ้างของข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น และลูกจ้างที่นำมาจากเงินรายได้ที่ไม่รวมเงินอุดหนุนและเงินกู้หรือเงินอื่น ใดนั้น อปท.ที่กำหนดให้ไม่เกินร้อยละสี่สิบของเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี ของ อปท.นั้น โดยใช้วิธีให้เทศบาลควบคุมภาระค่าใช้จ่ายในการจ่ายเงินเดือนค่าจ้าง หรือ
          3.แก้ไข กฎหมายโดยเพิ่มวงเงินค่าใช้จ่ายด้านบุคล ตามมาตรา 35 จากร้อยละ 40 เป็นร้อยละ 60 สำหรับการแก้ไขกฎหมายนั้น อาจจะใช้เวลานาน ฉะนั้นในปีงบประมาณ 2555 รัฐบาลต้องแก้ไขปัญหาโดยจัดสรรงบประมาณในการจ่ายเงินเดือน/ค่าตอบแทนให้ท้อง ถิ่น
          4.ในระหว่างที่รอแก้ไขกฎหมาย ควรจัดสรรเงินอุดหนุนโดยให้จัดสรรเป็นเงินอุดหนุนทั่วไป เช่น เบี้ยยังชีพ เพื่อให้มีผลในการคำนวณร้อยละ 40 เพราะเงินอุดหนุนเฉพาะกิจไม่สามารถนำมาคำนวณได่เนื่องจากไม่ต้องตั้งในงบ ประมาณรายจ่ายของท้องถิ่น และ 5.เพิ่มวงเงินที่รัฐบาลจัดสรรให้ท้องถิ่น เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 30-35
          นี่คือข้อเสนอของส.ท.ท.ในการประชุม กรรมาธิการบริหารครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 55 ที่ผ่านมา หากรัฐบาลนิ่งเฉย หรือไม่มีมาตรการใดๆ ออกมา ส.ท.ท.ก็จะมีมาตรการโต้ตอบเช่นกัน โดยสุรพล สันติโชตินันท์ นายกเทศมนตรีตำบลแม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน ได้เสนอทางออก ด้วยการเปลี่ยนประเด็นเรื่องเงินเดือนเป็นเรื่องของแรงงาน เรื่องจากที่ผ่านมามีการสรุปบทเรียนแล้วว่า หากให้บรรดานายกเทศมนตรีไปรวมกลุ่มประท้วงรัฐบาลในเรื่องงบประมาณหรือเรื่อง อื่นๆ ไม่สามารถตอบโจทย์ปัญหาและตอบคำถามสังคมได้ว่าผู้บริหารท้องถิ่นมาเกี่ยว อะไรด้วย         
          ด้วยเหตุนี้ จึงเปลี่ยนประเด็นให้เป็นปัญหาแรงงาน ด้วยการจะให้ข้าราชการและลูกจ้างของท้องถิ่นประท้วงรัฐบาลด้วยการหยุดงาน พร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เห็นความลำบากของท้องถิ่น เนื่องจากท้องถิ่นไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนให้ข้าราชการและลูกจ้างแต่ควรเป็น รัฐบาลที่ต้องหาเงินดังกล่าวมาจ่ายเพราะเป็นนโยบายหาเสียงของรัฐบาลเอง
          งาน นี้คนที่น่าจะต้องมารับรู้ปัญหาดังกล่าวคงหนีไม่พ้นวีระยุทธ เอี่ยมอำภา อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และชูชาติ หาญสวัสดิ์ รมช.มหาดไทย ในฐานะกำกับดูแลท้องถิ่น ส่วนยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย คงจะลอยตัวเหนือปัญหา เพราะลงพื้นที่กับนายกฯปู ตลอด คงไม่มีเวลามาสะสางปัญหาให้ท้องถิ่น โดยเฉพาะเรื่องเงินๆ ทองๆ

วันพุธที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

สรุปผลการประชุมสันนิบาตเศบาลภาคใต้ที่จังหวัดภูเก็ต

         เมื่อวันที่ ๒๗ - ๒๘ กุมภาพันธ์  ๒๕๕๕ สันนิบาตเทศบาลภาคใต้ ได้จัดประชุมสมาชิกสันนิบาตเทศบาลภาคใต้ ที่โรงแรมรอยัลภูเก็ต ซิตี้ โดยสรุปผลการประชุมได้ ดังนี้


      พิธีการเริ่มโดย ดร.สมหมาย ปรีชาศิลป์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม
เสร็จแล้ว น.ส.สมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต ในฐานะประธานสันนิบาตภาคใต้กล่าวรายงาน การจัดการประชุมครั้งนี้

 จัดสรรออกไปแล

        หลังจากนั้น นายโชคชัย เดชอมรธัญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้เป็นประธานเปิดการประชุม และบรรยายพิเศษ และตอบข้อซักถามผู้เข้าร่วมประชุมในเรื่องต่างๆดังนี้

   ๑.กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้เลื่อนกำหนดส่งโครงการเงินอุดหนุนเฉพาะกิจในโครงการแก้ไขปัญหายาเสพติด (โครงการลานกีฬาต้านยาเสพติด และการติดตั้งกล้อง CCTV )ไปจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม เพื่อให้ท้องถิ่นได้จัดทำโครงการด้วยความรอบคอบ จะมีหนังสือสั่งการตามออกมา
   ๒.เรื่องการจัดสรรเงินอุดหนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในปีนี้ได้จัดสรรไปแล้วหนึ่งงวด ในวงเงิน ๓๐ % ของงบประมาณเงินอุดหนุนปีที่แล้ว สำหรับส่วนที่เหลืออีก ๗๐% บวกกับที่ได้รับจัดสรรเพิ่มอีกในปีนี้กำลังจะจัดสรรออกไป โดยคาดว่าจะจัดสรรให้ทั้งหมด ดังนั้นปีนี้เงินอุดหนุน จึงคาดว่าจะจัดสรรเพียงสองงวด และคาดว่าสำหรับเทศบาลขนาดใหญ่จะได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนลดลง เนื่องจากมีการเปลี่ยนเกณฑ์จัดสรรใหม่ แต่ก็จะลดลงไม่เกินร้อยละ ๑๐ จากวงเงินของปีที่แล้ว
   ๓.ปัญหาที่เทศบาลเป็นห่วงคือ ในกณีที่รัฐบาลมีนโยบายจะเพิมเงินเดือนให้กับผู้จบปริญญาตรี  อาจทำให้มีผลต่อเงินใช้จ่ายของเทศบาล และยอดเงินเดือนและค่าตอบแทนเกินกว่าร้อยละ ๔๐ ที่กฎหมายกำหนด เรื่องนี้อยากให้เทศบาลสำรวจและจัดทำตัวเลขให้เห็นแล้วหากมีปัญหาก็รายงานไปที่กรมส่งเสริมการปกครอง เพื่อจะได้นำเสนอรัฐบาลแก้ไขหรือช่วยเหลือต่อไป แต่กรมเคยมีหนังสือแจ้งให้เทศบาลเสนอปัญหาในการทำงานไปแล้ว ไม่มีเทศบาลใดเสนอเข้าไปเลย
   ๔.กรณีเงินเดือนและค่าตอบแทนของผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น หากรายได้ลดจะต้องลดเงินเดือนและค่าตอบแทนตามหรือไม่ และที่กำหนดไว้ว่างบพัฒนาต้องไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา หมายถึงอะไร นั้น หากมีปัญหาให้หารือเข้าไปที่กรม

วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555

มอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีต่อผู้ว่าราชการจังหวัดคนใหม่





นางสุชาดา พันธ์นรา นายกเทศมนตรีเมืองสุไหงโก-ลก ในฐานะตัวแทนสันนิบาตเทศบาลจังหวัดนราธิวาส พร้อมด้วยผู้แทนขององค์การบริหารส่วนจังหวัด และผู้แทนขององค์การบริหารส่วนตำบล มอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีต่อ นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เนื่องในโอกาสปีใหม่ และเดินทางมารับตำแหน่งใหม่ ในการประชุมตามโครงการผู้ว่าราชการจังหวัดพบผู้บริหารท้องถิ่น เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๕ ณ ห้องประชุมพระนราภิบาล ชั้น ๕ ศาลากลางจังหวัด
หลังจากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ได้ชี้แจงแนวนโยบายในการทำงาน โดยในการทำงานจะยังยึดวิสัยทัศน์ของจังหวัดนราธิวาสที่ว่า เศรษฐกิจก้าวหน้า นราน่าอยู่ สู่สันติสุข โดยกำหนดเป้าหมายการดำเนินการ เป็น ๓ ส่วน คือ
ส่วนแรกจะเป็นเมกะโปรเจค คือโครงการขนาดใหญ่ เพื่อเสริมสร้างความเข้าแข็งให้กับเศรษฐกิจของจังหวัด โดยจะใช้ กรอ.จังหวัด เป็นตัวผลักดัน
ส่วนที่สอง เป็นระดับการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนต่างๆ ใช้ คณะกรมการจังหวัดร่วมกับองค์กรปกครองท้องถิ่นผลักดันโครงการต่างๆ
และส่วนที่สามเป็นระดับครัวเรือน จะใช้ส่วนราชการและองค์กรปกครองท้องถิ่น เข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาในกับครัวเรือนยากจน เจ็บป่วย พิการ ช่วยเหลือตนเองไม่ได้
สำหรับการดำเนินการในแต่ละส่วนจะเชิญประชุมปรึกษาหารือกันอีกครั้ง

วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2554

สรุปผลการประชุม สันนิบาตเทศบาลฯ ครั้งที่ ๒๔/๒๕๕๔

สันนิบาตเทศบาลจังหวัดนราธิวาส ได้จัดให้มีการประชุมสันนิบาตเทศบาลจังหวัดขึ้น เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๔ ที่โรงแรมเก็นติ้ง อำเภอสุไหงโก-ลก โดยมีนายราซ๊ะ รอนิง นายกเทศมนตรีเมืองตากใบ ในฐานะประธานสันนิบาตเทศบาลจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานในที่ประชุม
เรื่องที่ ๑ ที่ประชุมได้พิจารณาข้อเสนอของนายวิเชษฐ์ ไทยทองนุ่ม นายกเทศมนตรีตำบลรือเสาะ ที่เสนอเรื่องขอให้สันนิบาตเทศบาลภาคใต้ พิจารณาให้ความช่วยเหลือลูกจ้างของเทศบาลที่ประสบเหตุถูกลอบทำร้ายในขณะปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากระเบียบเดิมจะให้ความช่วยเหลือเฉพาะนายกเทศมนตรีและปลัดเทศบาล เท่านั้น ซึ่งต่อมาสันนิบาตเทศบาลภาคใต้ก็ขยายความช่วยเหลือมาถึงพนักงานและลูกจ้างของเทศบาลด้วย แต่ต้องเสนอผ่านสันนิบาตเทศบาลจังหวัดขึ้นไป
ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาแล้วมีมติ ให้สันนิบาตเทศบาลจังหวัดนราธิวาส แจ้งเรื่องไปยังสันนิบาตเทศบาลภาคใต้เพื่อขอรับความช่วยเหลือต่อไป

เรื่องที่ ๒ สมาชิกยังได้เสนอขอให้สันนิบาตเทศบาลจังหวัดนราธิวาส เสนอให้ที่ประชุมสันนิบาตเทศบาลภาคใต้ กำหนดแนวทางในการให้ความช่วยเหลือ บุคลากรของเทศบาลในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ได้รับอันตรายหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นกรณีพิเศษ โดยเสนอเกณฑ์ เสียชีวิต ช่วยรายละ ๕๐,๐๐๐ บาท บาดเจ็บสาหัส รายละ ๒๐,๐๐๐ บาท บาดเจ็บไม่สาหัส รายละ ๑๐,๐๐๐ บาท เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
เรื่องที่ ๓  เป็นการพิจารณาข้อเสนอของปลัดเทศบาลตำบลรือเสาะ นายธนวัฑฒน์ ผิวเหลือง ที่เสนอให้สันนิบาตเทศบาลพิจารณากรณีการทำประกันสังคมของพนักงานเทศบาล ซึ่งทางประกันสังคมจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้เฉพาะในกรณีการบาดเจ็บ หรือเจ็บป่วยนอกเวลางานหรือไม่ได้เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ เท่านั้น สันนิบาตเทศบาลจังหวัดนราธิวาส มีมติให้รับเรื่องไปเสนอต่อสันนิบาตเทศบาลภาคใต้ เพื่อผลักดันให้การประกันสังคมครอบคลุมการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยทั้งในและนอกเวลางาน
เรื่องที่ ๔ พิจารณาข้อเสนอของสมาชิก ที่เสนอข้อคิดเห็นว่า เพื่อแก้ไขปัญหาในเรื่องของการให้ความช่วยเหลือบุคลากรของเทศบาลที่ถูกฆาตกรรม ลอบทำร้ายจากเหตุความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เห็นควรให้แต่ละเทศบาลจัดทำประกันชีวิตให้กับบุคลากรของเทศบาล โดยใช้เงินของเทศบาล ซึ่งที่ประชุมได้ชี้แจงว่าระเบียบดังกล่าวมีอยู่แล้ว แต่มีหนังสือสั้งการจากกระทรวงมหาดไทย ให้รอการดำเนินการไว้ก่อน จนกว่าจะมีการสั่งการแนวทางปฏิบัติในเรื่องดังกล่าว ซึ่งจนกระทั่งบัดนี้ ก็ยังไม่มีการสั่งการออกมา ที่ประชุมมีมติให้ สันนิบาตเทศบาลจังหวัดนราธิวาส รับไปเสนอต่อสันนิบาตเทศบาลภาคใต้ เพื่อผลักดันต่อไป
เรื่องที่ ๕ รับทราบเรื่องการผลักดันให้รัฐบาลเป็นผู้รับภาระเงินเบี้ยเสี่ยงภัยคนละ ๒,๕๐๐ บาท ทั้งหมด ผลความก้าวหน้า คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวแล้วและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการต่อไป

เรื่องที่ ๖ เจ้าภาพการประชุมครั้งต่อไป เทศบาลเมืองนราธิวาส รับเป็นเจ้าภาพ

วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2554

สรุปผลการประชุมสันนิบาตเทศบาลจังหวัดนราธิวาส ครั้งที่ ๒๓

สันนิบาตเทศบาลจังหวัดนราธิวาส ได้จัดให้มีการประชุมสันนิบาตเทศบาลจังหวัดนราธิวาส ครั้งที่ ๒๓ เมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๔ โดยมีเทศบาลตำบลมะรือโบตก เป็นเจ้าภาพ ซึ่งสรุปผลการประชุมได้ดังนี้
- เริ่มเปิดการประชุมโดย ทางเทศบาลตำบลมะรือโบตก ฉายวีดีโอแนะนำเทศบาล เสร็จแล้วนายอาห์มัด สาเมาะ นายกเทศมนตรีตำบลมะรือโบกตก กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม























นายอาห์มัด สาเมาะ นายกเทศมนตรีตำบลมะรือโบตก

- หลังจากนั้นได้เชิญนายราซีะ รอนิง นายกเทศมนตรีเมืองตากใบ ประธานสันนิบาตเทศบาลจังหวัดนราธิวาส ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมและเริ่มประชุมตามระเบียบวาระ
นายราซีะ รอนิง นายกเทศมนตีเมืองตากใบ ประธานสันนิบาตเทศมบาลจังหวัดนราธิวาส

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ
๑.เรื่องการปรับอัตราเงินค่าตอบแทนของคณะผู้บริหารและสมาชิกสภาเทศบาล ขณะนี้ประกาศได้ออกมาแล้ว 
๒.เรื่องข้อทักท้วงของ สตง.เกี่ยวกับการแจกอินทผาลัม เนื่องในเทศกาลถือศีลอด ตามหลักศาสนาอิสลาม เรื่องนี้ได้ชี้แจงต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว คาดว่าจะมีการสั่งการออกมาในเร็วๆนี้

ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องรับรองรายงานการประชุม ที่ประชุมรับรอง

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องเพื่อทราบ
๑.เรื่องการจัดการประชุมสันนิบาตเทศบาลภาคใต้ ครั้งที่ ๔/๒๕๕๔ ที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งได้ดำเนินการจัดการประชุมไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ ๑๙-๒๐ กันยายน ๒๕๕๔ ณ โรงแรมหรรษาเจบี หาดใหญ่ สำหรับการประชุมครั้งต่อไป จังหวัดภูเก็ต รับเป็นเจ้าภาพ
๒.เรื่องการให้การช่วยเหลือพนักงานและลูกจ้างของเทศบาลที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ๓ จังหวัด แต่เดิมสันนิบาตเทศบาลภาคใต้จะให้การช่วยเหลือเยียวยาเฉพาะปลัดเทศบาลกับนายกเทศมนตรี ซึ่งได้มีการเสนอต่อสันนิบาตภาคใต้ให้เยียวยาไปถึงพนักงานและลูกจ้างของเทศบาลที่ได้รับผลกระทบด้วย ดังนั้นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หากพนักงานและลูกจ้าง ได้รับอันตรายจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ทำเรื่องผ่านสันนิบาตเทศบาลจังหวัดเพื่อขอรับความช่วยเหลือจากสันนิบาตเทศบาลภาคใต้ต่อไป
๓.รับทราบเรื่องที่เทศบาลตำบลสุคิรินเสนอเกี่ยวกับปัญหาพื้นที่ทับซ้อน แต่เนื่องจากเทศบาลตำบลสุคิริน ไม่มีผู้ใดเข้าประชุม จึงไม่มีผู้ที่สามารถชี้แจงรายละเอียดได้

๔.การบังคับใช้ประกาศของ ป.ป.ช. เรื่องให้ผู้บริหารเทศบาลและสมาชิกสภาเทสบาลยื่นบัญชีทรัพย์สิน เทศบาลใดที่ยังไม่ยื่นให้ดำเนินการด้วย
๕.เทศบาลตำบลรือเสาะเสนอขอให้ยกเลิกระเบียบในการจัดหาคอมพิวเตอร์ที่ต้องเสนอคณะกรรมการในระดับจังหวัดพิจารณาก่อนหากวงเงินจัดหาไม่เกิน ๕ล้านบาท แต่ถ้าหากวงเงินเกิินต้องเสนอขออนุมัติต่อคณะกรรมการระดับกระทรวงซึ่งเห็นว่าเป็นการเพิ่มภาระให้ท้องถิ่น เพราะการจัดหาคอมพิวเตอร์ก็มีมาตรฐานของกระทรวงไอซีทีกำหนดไว้อยู่แล้ว และทำให้เกิดความล่าช้าในการจัดหา เป็นการไม่สนับสนุนแนวทางการกระจายอำนาจ ซึ่งประธานสันนิบาตเทศบาลจังหวัดนราธิวาส ได้แจ้วว่านำเสนอปัญหานี้ให้กับสันนิบาตภาคใต้แล้ว และทางสันนิบาตภาคใต้มีมติให้นำเสนอสันนิบาตเทศบาล เพื่อเสนอกระทรวงมหาดไทยให้ยกเลิกแนวทางการจัดหาคอมพิวเตอร์ดังกล่าว โดยให้เป็นอำนาจอิสระของท้องถิ่นในการจัดหาคอมพิวเตอร์
๖.ที่ประชุมได้ขอให้ ปลัดเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก นำเสนอเรื่องของ AEC หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ให้ที่ประชุมทราบ เนื่องจากเป็นผู้ไปประชุมในเรื่องดังกล่าวมา ซึ่งปลัดเทศบาลเมืองสุไหงดก-ลก ได้นำเสนอโดยสรุปดังนี้

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

เมื่อวันที่ ๑๔-๑๖ กันยายน ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมสัมมนา ตามโครงการของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศในหัวข้อที่เกี่ยวกับ การเสริมสร้างความรู้เรื่องประชาคมเศรษฐกิจของอาเซียน หรือ AEC เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการก้าวเข้า สู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี ๒๕๕๘ หรืออีก ๓ ปีข้างหน้า

ประเด็นที่น่าสนใจของการเข้าร่วมประชุมสัมมนา ในครั้งนี้ ก็คือ โจทย์ที่ว่า เมื่อเข้าร่วมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้ว คนในชุมชนของท้องถิ่นจะได้รับประโยชน์หรือเสียประโยชน์อย่างไร เพราะเป็นที่แน่นอนว่า บรรดาบริษัทใหญ่ๆ ทุนเยอะๆย่อมได้รับประโยชน์อย่างแน่นอนอยู่แล้ว แต่ประชาชนคนรากหญ้า โดยเฉพาะคนในชนบทที่อยู่ใน อบต. อยู่ในเทศบาลทั่วประเทศ และโดยเฉพาะคนที่อยู่ขอบตะเข็บชายแดนอย่างในเขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก จะได้รับประโยชน์อย่างไร

การสัมมนาเริ่มที่การให้ความรู้ที่ว่าเมื่อเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้วจะเกิดอะไร
 - ประเด็นแรกที่เกิดคือ ตลาดการค้าเสรี การค้าในตลาดระหว่างประเทศในอาเซียน จะมีความเป็นเสรีมากขึ้น โดยไม่ถูกจำกัดด้วยอัตราภาษี และข้อจำกัดทางการค้า การเคลื่อนย้ายของสินค้าและบริการระหว่างกันจะเป็นไปโดยสะดวกมากยิ่งขึ้น
 - ประเด็นที่สอง การลงทุนและการเคลื่อนย้ายของทุนจะมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น ทุนและการลงทุนระหว่างประเทศจะสามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก ดังนั้นจึงอาจมีทั้งการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และทุนในประเทศไทยเคลื่อนย้ายไปลงทุนในประเทศอื่นที่เป็นประเทศในกลุ่มอา เซียนด้วยกันเอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น อัตราค่าแรงงาน สาธารณูปโภค สถานการณ์ทางการเมือง ความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ เป็นต้น
 - ประเด็นที่สาม การเคลื่อนย้ายแรงงานจะมีความเป็นอิสระเสรีมากขึ้น ในขั้นต้นแรงงานที่สามารถเคลื่อนย้ายไปทำงานในประเทศต่างๆ ไม่ได้หมายความถึงแรงงานที่ขาดทักษะ หรือแรงงานไร้ฝีมือ แต่เป็นแรงงานที่มีทักษะวิชาชีพ เช่น แพทย์ พยาบาล วิศวกร สถาปนิก เป็นต้น

นี่คือประเด็นหลักๆที่จะเกิดขึ้นในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอนาคต ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เราต้องมาแยกประเด็นวิเคราะห์ผลกระทบทั้งทางด้านลบและ ด้านบวกที่จะเกิดขึ้นกับคนในชุมชนของเราต่อไปในอนาคต

ตลาดเสรี ผลกระทบที่จะตามมาก็คือ สินค้าแปลกๆใหม่จะถูกนำเข้ามาขายในตลาดภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งสินค้าบางอย่างอาจมีราคาถูกกว่าสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ อันเนื่องมาจากปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อการผลิตสินค้าในประเทศนั้นๆ เช่น ค่าแรงงานที่ถูกกว่า ปัจจัยการผลิตที่หาได้ง่ายกว่าเป็นต้น สิ่งที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องดำเนินการหรือเข้ามามีบทบาท ก็คือในเรื่องของการคุ้มครองผุ้บริโภค ให้ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อสินค้าและบริการ ได้รับความปลอดภัยในการใช้สินค้าและบริการ ซึ่งภารกิจการคุ้มครองผู้บริโภคนี้ก็เป็นภารกิจที่ได้รับการถ่ายโอนจากสำนัก งานคุ้มครองผู้บริโภค ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่แล้ว เนื่องจากในหลักการของตลาดการค้าเสรี ต้องไม่ถูกจำกัดด้วยมาตรการทางภาษีและมาตรการอื่นๆ แต่สิ่งที่ประเทศต่างๆยินยอมให้มีการจำกัดได้ ด็ต้องเป็นไปเพื่อการคุ้มครองสุขภาพอนามัย และความปลอดภัยของประชาชน

ในส่วนของการส่งเสริมสินค้าเพื่อการส่งออก ไม่ว่าจะเป็นผลิตผลทางการเกษตร สินค้าที่ผลิตในชุมชน โอทอป สิ่งที่ต้องทำก็คือการให้ความรู้ในเรื่องของกฎกติกา และมาตรฐานของสินค้าแต่ละประเภทของแต่ประเภทที่มีกำหนดไว้ เพื่อการคุ้มครองสุขภาพอนามัยและความปลอดภัยของคนของตน เพื่อจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องสอดคล้องกับมาตรฐานของแต่ละประเทศที่จะเป็นคู่ ค้า

ในเรื่องของทุน ท้องถิ่นเองอาจจะไม่มีขีดความสามารถในการส่งเสริมการไปลงทุนในต่างประเทศ แต่ก็มีขีดความสามารถในการส่งเสริมการลงทุนในประเทศ ด้วยมาตรการ และอำนาจหน้าที่ที่ตนเองมีอยู่ เช่น ในเรื่องของการจัดวางผังเมือง การกำหนดเขตต่างๆให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในเมือง เช่นในเมืองควรมีอุตสาหกรรม หรือไม่ประเภทใด ควรอยู่ในโซนไหน จึงจะไม่ไก่อให้เกิดปัญหาความเดือดร้อนของผู้ที่อาศัยอยู่ในเมือง การวางระบบเส้นทางคมนาคมขนส่ง ระบบระบายน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสีย หรือในท้องถิ่นที่มีแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่สวยงามก็ต้องส่งเสริมการ ท่องเที่ยวธรรมชาติ ในท้องถิ่นที่มีสิ่งก่อสร้างทางศิลปวัฒนธรรม หรือมีเรื่องราว ประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ ก็นำสิ่งเหล่านี้มาลงทุน สร้างจุดขาย เป็นต้น

ในด้านของแรงงาน ท้องถิ่นก็ต้องเป็นผู้ดำเนินการเตรียมความพร้อมให้กับแรงงานในด้านของการฝึก ทักษะ หรือเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถให้กับแรงงาน ให้เป็นผู้มีความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดแรงงานในระดับนานาชาติ เช่น ท้องถิ่นที่มีโรงเรียน ก็อาจจะต้องเตรียมความพร้อมให้กับเด้กนักเรียน ในด้านของภาษาที่สอง เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาที่สาม เช่นภาษาของอาเซียน เป็นต้น ต่อไปในอนาคต เราต้องเตรียมความพร้อมของคนจากคนสัญาชาติไทย เชื้อชาติไทย ไปสู่คนสัฐชาติไทย เชื้อชาติอาเซียน ก็เป็นได้

วันนี้เราบอกว่ายังมีเวลา แต่คิดว่าคงมีเวลาอีกไม่มากในการเตรียมตัว คนที่จะได้รับประโยชน์ก็คือคนที่ต้องมีการเตรียมความพร้อมไว้แล้ว หรือคนที่พร้อมแล้วนั่นเอง วันนี้บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคงต้องขยายบทบาทของตนเองจากคนกวาด ถนน สร้างถนน ซ่อมไฟถนน ไปสู่บทบาทใหม่ นั่นคือบทบาทของ ผู้เตรียมการหรือผู้เตรียมความพร้อมให้กับคนในท้องถิ่น ซึ่งมีผู้เปรียบเทียบว่า คนในท้องถิ่นของเราทุกวันนี้ เหมือนเรือแจวหรือพาย ซึ่งกำลังถูกเข็นให้ออกไปสู่ทะเลใหญ่ ในนามของอาเซียน แล้วจะไปรอดหรือ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าคิดเหมือนกัน เราคงต้องมานั่งคิดกันต่อไปว่าถ้าเรือเรายังเล้ก ยังไม่สามารถต่อสู้พายุใหญ่ได้ เราจะพุ่งออกทะเลท่าเดียว หรือจะเลาะริมหาดชายทะเล ไปก่อน คงต้องคิดดีๆนะครับ

มติที่ประชุม รับทราบ


ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องเพื่อพิจารณา
๑.มีการเสนอให้ยหเลิกการสั่งการเกี่ยวกับการตั้งงบประมาณในหมวดเงินอุดหนุน ที่มีกำหนดกฎเกณฑ์ในเรื่องวงเงิน เรื่องหน่วยงานที่จะขอรับเงินอุดหนุน ซึ่งเป็นการจำกัดสิทธิของท้องถิ่น โดยเห็นควรให้เป็นอำนาจและดุลยพินิจของท้องถิ่น ที่จะพิจารณาจัดตั้งเงินอุดหนุนตามเดิม
มตืที่ประชุม รับเรื่องไว้พิจารณาต่อไป


ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องอื่น (ถ้ามี)
๑.การประชุมครั้งต่อไป เทศบาลตำบลสุคิริน เป็นเจ้าภาพ

ปิดประชุมเวลา ๑๒.๐๐ น.


ภาพผู้เข้าประชุมและบรรยากาศการประชุม